มร.คิคุโอะ อิเบะ
ถ้าไม่มีนักประดิษฐ์
ที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเพื่อปฏิวัติโลกให้สวยงามขึ้น
ป่านนี้โลกของเราก็คงหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่พัฒนาไปไกลอย่างที่เห็น!!
สหภาพโซเวียตประดิษฐ์ “ดาวเทียมสปุตนิก” และส่งออกไปนอกโลกครั้งแรกเมื่อปี
1957 ขณะที่
“เอทีเอ็ม” ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยธนาคารบาร์คเลย์เมื่อปี
1967 เปิดโลกการทำธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์
ส่วน “โทรศัพท์มือถือ” พัฒนาคิดค้นขึ้นด้วยฝีมือ
“มาร์ติน
คูเปอร์” เมื่อปี
1973 จนกลายเป็นพื้นฐานสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไร้สาย
และไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเล็กขนาดไหน
ก็ส่งผลกระทบอย่างสะเทือนเลื่อนลั่นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษยชาติได้อย่างน่าทึ่ง!!
โดยหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เติบโตมาพร้อมกับพวกเรา และครองความนิยมจวบจนถึงปัจจุบัน
ต้องยกให้ นาฬิกา G–SHOCK
ของคาสิโอ
ซึ่งคิดค้นขึ้นจากมันสมองและความช่างสังเกตของวิศวกรกลไกชื่อดังชาวญี่ปุ่น “มร.คิคุโอะ
อิเบะ” เมื่อ
3 ทศวรรษที่แล้ว
จนขึ้นหิ้งเป็นนวัตกรรมชิ้นเอกของวงการนาฬิกาโลก
“อิเบะซัง” เริ่มเข้ามาทำงานกับ
“คาสิโอ” ได้อย่างไร
ผมเรียนจบวิศวกรรมกลไก จบปั๊บก็ทำงานที่ “คาสิโอ” เลย
ตั้งแต่ปี 1978 เริ่มแรกที่เข้ามาทำงานในแผนกออกแบบนาฬิกา “คาสิโอ” เพิ่งเป็นบริษัทเล็กๆเท่านั้น
เน้นผลิตนาฬิกาดิจิตอลเป็นหลัก ตอนนั้นผมอายุแค่ 23 ปี จึงคิดว่า
ถ้าทำงานกับบริษัทเล็กๆก็มีโอกาสได้แสดงความสามารถ และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆมากกว่า
ทำงานหลายปีไหมกว่าจะคิดค้นนวัต-กรรมเจ๋งๆอย่าง
“จี–ช็อค”
ผมทำงานกับ “คาสิโอ” ได้ 5 ปี
ถึงจะเริ่มคิดค้นโปรเจกต์สร้างสรรค์นาฬิกาจี-ช็อค
โดยใช้เวลาค้นคว้าและพัฒนานวัตกรรมอยู่ถึง 3 ปีเต็ม จึงประสบความสำเร็จ
อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำนาฬิกาล้ำสมัยตกไม่แตก
เกิดจากประสบการณ์จริงของผมเองครับ
ตั้งแต่สมัยเรียน ผมได้รับนาฬิกาเรือนหนึ่งเป็นของขวัญจากคุณพ่อ
ซึ่งก็ใช้มานานมากกระทั่งทำงานกับ “คาสิโอ” แต่มีอยู่วันหนึ่งผมดันทำนาฬิกาเรือนนั้นตกลงพื้น
และแตกกระจายหมด จึงเกิดความคิดว่า
สักวันหนึ่งผมอยากทำนาฬิกาอะไรก็ได้ที่ตกแล้วไม่แตก แข็งแรงทนทาน
ซึ่งก็คือที่มาของไอเดียการสร้างสรรค์ “จี-ช็อค”
ถือเป็นการปฏิวัติวงการวิศวกรรมนาฬิกาเลยใช่ไหม
ในยุคนั้นไม่มีนาฬิกายี่ห้อไหนทำนาฬิกาแบบนี้
ถือเป็นนาฬิกาที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุด กระทั่งถึงปัจจุบัน
ก็ยังไม่มีใครสามารถทำนาฬิกาที่มีความแข็งแรงทนทานเทียบเท่ากับ “จี-ช็อค” แต่กว่าจะได้นาฬิกา
“จี-ช็อค” ผมต้องโยนนาฬิกาลงจากอพาร์ตเมนต์ชั้น
3 ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อทดสอบความทนทาน กระทั่งปี 1981 ความฝันใกล้เป็นจริง
เมื่อประสบความสำเร็จในการพัฒนานาฬิกา “Triple 10” ที่มีคุณสมบัติทนแรงกระแทกจากการตกบนพื้นได้ถึง
10 เมตร, กันน้ำได้ระดับ
10 บาร์ และมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ถึง 10 ปี จากนั้นการพัฒนานาฬิกา “จี-ช็อค” ก็ประสบความสำเร็จ
และสามารถผลิตโมเดลแรกออกมาให้ตื่นตาตื่นใจในปี 1983
โดยทีมงานของผมได้คิดค้นนำพลาสติกที่มีความยืดหยุ่นสูงและทนแรงกระแทกได้ดีอย่าง “ยูรีเทน” มาผลิตเป็นตัวเรือนนาฬิกาครั้งแรกในโลก
ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณสมบัติเด่นของลูกบอลยาง พร้อมกันนี้
ก็ปรับตัวเครื่องด้านในให้ลอยไม่ยึดติดกับตัวเรือน
ทำให้สามารถกระจายแรงกระแทกจากด้านนอกได้ ตัวเรือนจึงไม่ได้รับความเสียหายง่าย ๆ
คำว่า “จี–ช็อค” มาจากอะไร
ตอนทดสอบความทนทานของนาฬิกา “จี-ช็อค” มันมีเรื่องของแรงโน้มถ่วง
คือ Gravity เข้ามาเกี่ยวข้อง
จึงคุยกับทีมงานว่าจะดึงตัว G
มาใช้เป็นชื่อนาฬิกา
เพื่อสื่อถึงความทนทานต่อแรงกระแทก และความนำสมัย
อะไรคือความโดดเด่นของ “จี–ช็อค” ที่ทำให้ครองความนิยมถึงปัจจุบัน
แม้จะผ่านกาลเวลามาแล้ว 30 ปี
ความแข็งแรงทนทานของโครงสร้างนาฬิกา “จี-ช็อค” ตกไม่แตก
แถมยังทนทานไฟด้วย เรื่องนี้ไม่มีการเทสต์อย่างเป็นทางการ
แต่มีนักดับเพลิงยืนยันว่าเคยใส่ “จี-ช็อค” ผจญเพลิงมาแล้ว
อีกหนึ่งปัจจัยเด่นคือ เราไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
มีการนำเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ และใส่บลูทูธเข้าไปเป็นฟังก์ชั่นหนึ่งในนาฬิกา
นอกจากนี้ ดีไซน์ยังโดดเด่นเข้ายุคสมัย
ยุคไหนคือยุคทองของ “จี–ช็อค” ที่เฟื่องฟูที่สุด
(ครุ่นคิดพักใหญ่) ตั้งแต่เริ่มวางขายในปี 1983
มาจนถึงปี 1990 “จี-ช็อค” ยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่
คือขายไม่ดี และสื่อก็ไม่สนใจเลย แต่พอเข้าสู่ยุคต้นทศวรรษ 1990
จู่ๆกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยอดขายทะลุเพดาน
และสื่อญี่ปุ่นต่างก็ให้ความสนใจนำเสนอข่าวเกี่ยวกับ “จี-ช็อค” จุดเปลี่ยนสำคัญมี
2 ช่วงคือ ช่วงก่อนปี 1990 เราผลิต “จี-ช็อค” แค่ 2 สี คือ ดำและเหลือง
ทำให้ไม่โดนใจวัยรุ่นเท่าไหร่ เป็นเพียงนาฬิกาของช่างและผู้ใช้แรงงาน
แต่หลังจากต้นทศวรรษ 1990 มีการปรับเปลี่ยนนาฬิกาให้มีสีสันหลากหลายขึ้น
ประกอบกับสื่อในญี่ปุ่นให้ความสนใจนำเสนอข่าวอย่างคึกคัก จึงทำให้ “จี-ช็อค” ขายดีระเบิด
กว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลาถึง 10 ปี
ทำยังไงไม่ให้สิ้นหวังไปก่อน
ยอมรับว่า ตอนแรกๆกลุ้มใจมาก!! เกรงใจบริษัท
เกรงใจฝ่ายการตลาด และดีลเลอร์ เพราะขายไม่ออก!!
แต่ผมก็แอบหวังลึกๆว่าคงมีสักวันที่เทรนด์โลกจะเปลี่ยนแปลงไป
แล้วหันมายอมรับนาฬิกา “จี-ช็อค” ซึ่งหน้าตาประหลาดสำหรับคนยุคนั้น
เป้าหมายของการคิดค้นนาฬิกา “จี-ช็อค” คือ
ผมตั้งใจทำนาฬิกาแข็งแรงทนทานที่สุด
กลุ่มลูกค้าหลักในยุคแรกจึงจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มช่าง และผู้ใช้แรงงาน
ที่ทำงานสมบุกสมบัน ทำให้ยอดขายในช่วง 10 ปีแรกลุ่มๆดอนๆ
แต่ทาร์เก็ตเปลี่ยนไปในช่วงต้นทศวรรษ 1990
เมื่อเราเน้นเรื่องการพัฒนาสีสันและดีไซน์ให้โดดเด่นทันสมัยยิ่งขึ้น “จี-ช็อค” จึงขยายความนิยมสู่วัยรุ่น, คนทำงาน
และยิ่งฮิตฮอตเมื่อนักกีฬาสเกตบอร์ดหันมานิยมใส่ “จี-ช็อค”
ก้าวไหนเป็นก้าวสำคัญในการแจ้งเกิดของ “จี–ช็อค”
“จี-ช็อค” ไปวางขายในอเมริกาเป็นตลาดแรก
แต่ช่วงแรกๆ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ยังจำกัดกลุ่มลูกค้าอยู่แค่ผู้ใช้แรงงานเหมือนในญี่ปุ่น
กระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อมีรายการทอล์กโชว์ดังของอเมริกา นำนาฬิกา “จี-ช็อค” ไปพิสูจน์ความทนทานออกอากาศตามเสียงเรียกร้องของผู้ชม
โดยใช้ไม้ฮอกกี้น้ำแข็งฟาดนาฬิกาแทนลูกฮอกกี้ ปรากฏว่า นาฬิกาไม่เป็นอะไรเลย
ทำให้ผู้บริโภคอเมริกันทึ่งมาก และหันมาอุดหนุน “จี-ช็อค” กันอย่างถล่มทลาย เมื่อตลาดอเมริกาบูม
คราวนี้ก็ปลุกกระแสนิยมในญี่ปุ่นให้บูมขึ้นมาด้วย พ่อค้าหัวใสจำนวนมากนำเข้า “จี-ช็อค” จากอเมริกา
เพื่อมาวางขายในญี่ปุ่น ยุคนี้เองที่ “จี-ช็อค” ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ไปสู่ความเป็นผู้นำเทรนด์
หลังประสบความสำเร็จจริงๆได้เป็นเจ้าพ่อ จี–ช็อค
ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะไหม
จุดต่างคือ ช่วง 10 ปีแรก ไม่มีใครสนใจผมเลย
ก็ก้มหน้าก้มตาคิดค้นโน่นคิดค้นนี่ไปเรื่อยๆ แต่พอหลังจากต้นทศวรรษ 1990
กลายเป็นว่ามีสื่อทุกแขนงมาขอสัมภาษณ์ไม่เว้นแต่ละวัน ก็ชื่นใจมากครับ
แต่ไม่ถึงกลับมีคนปูพรมแดงให้เดินในบริษัทคาสิโอ (หัวเราะ)
ในฐานะผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการนาฬิกา
เทรนด์ไหนจะมาแรงในอนาคต
ผมคิดว่า เราทุ่มเทความสนใจกับเรื่องนวัตกรรมและความไฮเทคมาเยอะ
ต่อไปน่าจะเข้าสู่เทรนด์ “สูงสุดคืนสู่สามัญ” หันกลับมาหาอะไรที่เรียบง่ายและใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น
ความท้าทายของผมคือ ทำอย่างไรจะคิดค้นนาฬิกาที่ราคาย่อมเยาแต่คุณภาพสูง
ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมกลไก จากนี้ไปต้องเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีเอกลักษณ์
และ “ใช่” สำหรับผู้บริโภคทุกระดับ
ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ
ยังมีฝันอะไรที่อยากไปให้ถึงอีกไหม
ผมชอบปลูกผักครับ การปลูกต้นไม้และปลูกผัก
เราต้องให้ความรักความเอาใจใส่ ถ้าเราไม่เอาใจใส่ ปลูกยังไงผักก็ไม่งอกงามดี
ผมอยากจะพัฒนาตัวเองให้มีความเชี่ยวชาญในการปลูกผักอย่างลึกซึ้งจริงๆ
ปีนี้อายุ 60 แล้ว เติมเชื้อไฟยังไงไม่ให้มอด
และมีแรงสร้างสรรค์ไม่หยุดยั้ง
การเดินทางไปพบปะคนใหม่ๆ พบเห็นสถานที่ใหม่ๆ
คือแรงบันดาลใจสำคัญที่จุดประกายให้มีพลังสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง อย่างการเดินทางมาเมืองไทยครั้งนี้
ได้เห็นรอยยิ้มของคนไทย ก็ทำให้เกิดไอเดียเจ๋งๆ
ในฐานะเจ้าพ่อจี–ช็อค
อะไรทำให้คุณ “ช็อค” ที่สุดในชีวิต
ความรุนแรงและสงครามที่เกิดขึ้นตามมุมต่างๆของโลก!!
แต่ถ้าเป็นความช็อคส่วนตัวคือ ผมเคยโดนยิงคำถามว่าคุณเดินทางเยอะ
แล้วจะรักษาความสงบในบ้านได้อย่างไร ผมถามเขากลับว่า
ถ้าสามีคุณเป็นแบบผมต้องเดินทางเยอะ คุณจะทำยังไง เธอคนนั้นตอบว่า
ฉันขอหย่าแน่นอน...อันนี้ก็ช็อคผมไปเลย!!
ขอขอบคุณที่มากจาก : http://www.thairath.co.th/content/381746





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น